การขับรถอย่างปลอดภัย

Last updated: May 11, 2010  |  13429 จำนวนผู้เข้าชม  |  การดูแลรถ

การขับรถอย่างปลอดภัย

เทคนิคการขับรถให้ปลอดภัย

                          บังเอิญได้อ่านบทความน่าสนใจ และคิดว่าคงจะเป็นประโยชน์กับท่านที่ใช้รถเลยคัดลอกมาให้อ่านกัน เป็นบทความในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 14 กันยายน 2551 ในหน้าเดลินิวส์ยานยนต์ ลองอ่านกันดูครับผมว่าดีมากเลย

                         คนขับรถหลายคน อาจคุ้นเคยกับวิธีการขับแบบของตัวเอง แต่ไม่ถูกต้อง(ตามมาตรฐานการขับรถระดับสากล) ดังนั้นผมขอนำเทคนิคการขับรถให้ปลอดภัยจากนักขับรถในสนามแข่งขัน “บ๊อบบี้-ชวกิจ บุย” มาเล่าสู่กันฟัง

                        เขาได้เริ่มต้นแนะถึงเทคนิคการขับรถให้ปลอดภัยว่า ลำดับแรกเมื่อเข้ามานั่งภายในรถ ต้องปรับเบาะที่นั่งให้เข้ากับสรีระของตนเองหรือผู้ที่ขับก่อน เพื่อให้มีทัศนวิสัยการมองที่ดี และให้ความรู้สึกสบาย แต่เท่าที่สังเกตุเวลานั่งรถคนอื่นที่ขับให้นั่งจะเห็นว่าคนขับมักปรับพนักพิงไกลเกินไป การทำเช่นนี้จะทำให้เราใช้ไหล่ในการขับมากเกินควร เมื่อขับไปนานๆ จะทำให้ปวดเมื่อยมากดังนั้นควรใช้แขนทั้งสองข้างบังคับพวงมาลัย เพื่อให้น้ำหนักกระจายลงที่แขนทั้งหมด วิธีนี้จะทำให้ผู้ขับรู้สึกสบายขึ้นและไม่ปวดเมื่อยเมื่อขับรถเดินทางทางไกลๆ

                        บ๊อบบี้ บอกว่าการที่จะดูว่าเรานั่งขับรถถูกวิธีหรือไม่ ทำได้ด้วยการ เอาหลังแตะติดเบาะไว้ แล้วยืดแขนข้างใดข้างหนึ่งออกมา ให้ข้อมือพาดบริเวณกึ่งกลางของพวงมาลัยด้านบนให้ได้

 

เพราะเวลาเราขับรถจะได้ใช้แขนได้ทุกส่วน ไม่ได้ใช้หัวไหล่เพียงอย่างเดียว และจะทำให้มีปฏิกิริยาในการควบคุมรถได้ฉับไว เขายังกล่าวต่อไปว่า หากเราปรับเบาะให้อยู่ลึกด้านหลังมากเกินไป จะทำให้ความแรงในการเหยียบเบรกลดลง โดนเฉพาะเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินแล้วต้องเหยียบเบรกแบบเต็มๆ จะทำให้ประสิทธิภาพในการเบรกด้อยลงไป เพราะฉะนั้นถ้าเราปรับที่นั่งให้พอดีตัวและขาแล้ว เราจะเหยียบทั้งคันเร่งและแป้นเบรกได้เต็มเท้า ดังนั้นเราควรสังเกตุและปรับเบาะรถที่นั่งทุกครั้งหากมีการเปลี่ยนคนขับ หรือเราขึ้นไปขับรถคันอื่นที่มิได้เป็นรถที่ขับเป็นประจำ

                       เขายังกล่าวอีกว่า เพื่อความปลอดภัยในการขับรถ หลังจากปรับเบาะนั่งจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ควรมาสนใจในเรื่องกระจกมองหลังทั้งในรถ ด้านซ้าย ด้านขวา เพราะรถทุกคันจะมีจุดบอดอยู่ด้านหลังของเรา พยายามปรับกระจกมองข้างให้มองเห็นกึ่งกลางประตูหน้าและหลัง  และต้องนึกอยู่เสมอว่าเรามิได้ขับรถอยู่บนถนนเพียงคันเดียว แต่เราต้องใช้ร่วมกับผู้อื่นอีกมากมาย ดังนั้นเราต้องจำไว้เสมอว่า ถนนที่เราใช้อยู่นั้นเป็นของทุกคน ต้องขับรถอย่างระมัดระวังและต้องเกรงใจผู้ร่วมทางคนอื่นด้วย หากทุกคนคิดได้เช่นนี้รับรองได้เลยว่า อุบัติเหตุในการใช้รถใช้ถนนลดลงอย่างแน่นอน หรืออาจจะไม่มีเลยก็เป็นได้

                        บ๊อบบี้ ยังบอกอีกว่า “การสอบทำใบขับขี่ในบ้านเราได้มาง่ายเกินไป ถ้ากรมการขนส่งทางบก มีขั้นตอนการสอบทำใบขับขี่เข้มงวดอีกสักหน่อย ก็จะมีสิ่งที่ดีหลายอย่างตามมา แล้วยังจะช่วยให้การจารจรเคลื่อนไหวดีขึ้นเยอะ” อย่างกรณีถ้าเราไปสอบใบขับขี่ในสหรัฐอเมริกา หรือในยุโรป บอกได้เลยว่าเหนื่อยกับขั้นตอนการทดสอบที่เข้มงวดมาก กว่าจะได้ใบขับขี่มา แต่ถ้าสอบผ่านมาได้ใบขับขี่มาแล้ว ก็จะเป็นนักขับรถที่มีไหวพริบดีและปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด เวลานี้คนไทยใช้ถนนเห็นแก่ตัวไปหน่อย นึกจะจอดก็จอด นึกจะเลี้ยวก็เลี้ยว ซึ่งการขับรถจะเกิดอันตรายมากต้องจำไว้ว่า ชีวิตไม่ใช่ของเราคนเดียวแต่เป็นชีวิตหลายคนที่ร่วมเดินทาง

                        ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนเลน ก็ไม่ค่อยเห็นคนขับใช้ไฟเลี้ยว ซึ่งไฟเลี้ยวเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะช่วยเตือนให้รถคันอื่นเห็น เมื่อต่างฝ่ายต่างปฏิบัติตามกฎจราจร จะช่วยให้ปลอดภัยกับทุกฝ่าย บ๊อบบี้ ยังแนะถึงวิธีการขับรถเพื่อเปลี่ยนเลนว่า ก่อนเปลี่ยนเลนทุกครั้ง ไม่ใช่แค่เปิดไฟเลี้ยวอย่างเดียว แต่ให้หันหน้าเร็วๆไปมองกระจกด้านข้างทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา เพื่อดูว่าบริเวณจุดบอดของรถเรามีรถจักรยานยนต์ หรือมีอะไรแอบอยู่หรือเปล่า เพราะบางทีการมองกระจกข้างอย่างเดียวไม่มีทางเห็นได้ทั่ว โดยเฉพาะผู้ที่ขับขี่รถคันใหญ่  สำหรับการทิ้งระยะห่างกับรถคันข้างหน้า ให้ทิ้งระยะห่างประมาณ 5 วินาที แต่หากฝนตกหนัก หรือถนนเปียกลื่นต้องเพิ่มระยะอีกเท่าตัว ถ้าขับใกล้เกินไป เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วรถข้างหน้าเบรกอย่างกะทันหันขึ้นมา อาจแก้ไขสถานการณ์ไม่ทัน แต่ถ้าเว้นระยะห่างพอเราก็มีโอกาสหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุได้

                        สำหรับอุปกรณ์ที่ติดมาพร้อมกับตัวรถนั้นเป็นมาตรฐานดีที่สุดแล้ว แต่การจะปรับแต่งเพิ่มเติมความชอบของแต่ละคน ส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดถ้าอยากให้ปลอดภัยมากขึ้น อย่างแรกควรยอมเสียเงินไปเปลี่ยน ยางรถดีๆ สักชุดเพราะว่ารถราคา 5 แสนบาท หรือร้อยล้านบาท ส่วนที่สำคัญที่สุดของรถทั้งคันก็คือ ยางของรถยนต์นั่นเอง ในส่วนอัตราเร่ง การเบรก ไม่ได้อยู่ที่ว่าผู้ขับทำได้แค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับขีดจำกัดของยางรถยนต์ ว่าอยู่ตรงไหนมากกว่า ถ้ามียางที่ยึดเกาะถนนดี จะทำให้การขับรถปลอดภัยยิ่งขึ้น ระยะการเบรกสั้นลง อัตราเร่งดีขึ้น และต้องหมั่นเช็คปริมาณลมยางด้วย ถ้าใส่ลมน้อยเกินไป อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันก็สูงมากขึ้น เช่น ถ้าลมหายไปแค่ 5 ปอนด์ จะทำให้เปลืองน้ำมันมากขึ้นอย่างน้อย 7 เปอร์เซ็นต์

                       ทั้งหมดก็เป็นการแนะนำการปฏิบัติตัวในยามก่อนขับรถ และในขณะขับรถ ก็หวังใจไว้ว่าคงจะเกิดประโยชน์กับผู้อ่าน และผู้ใช้รถได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

Powered by MakeWebEasy.com